Fic Thor/Loki : Promise

posted on 30 May 2012 18:32 by mooker  in Fiction
 
 
 

  

   Title : Promise

 

   Pairing : Thor/Loki

 

   Note : แต่งภายในสามชั่วโมง //อย่าว่าหนูนะ Foot in mouth

 

 

 

 

 

   ค่ำนี้แอสการ์ดจัดงานเลี้ยงครึกครื้น ต้อนรับอาณาจักรอันเป็นพันธมิตร

 

 

 

   แขกมากหน้าหลายตา น้ำเมาเลิศรส ผู้มาเยือนที่เป็นหญิงงามหวังได้ปรนนิบัติชายชาตินักรบของแอสการ์ด

 

 

 

   ...โดยเฉพาะกษัตริย์องค์ใหม่

 

 

 

   บุรุษหวังได้เชยชมสิ่งงามล้ำ แม้รู้ดีว่าไม่อาจจับต้อง

 

 

 

   ...น้องบุญธรรมเชื้อสายโยธันไฮม์ อดีตจอมเวทย์อันดับหนึ่งแห่งแอสการ์ด

 

 

 

..........................................

 

 

 

   “เจ้าโกรธข้า”  

 

 

 

   ธอร์เอ่ยเสียงเข้ม แต่คนฟังไม่สะทกสะท้าน

 

 

 

   โลกิสาวเท้าออกจากห้องโถง ทิ้งผู้เป็นพี่และงานเลี้ยงไว้เบื้องหลัง หากธอร์ไม่ยอม เขาไม่ชอบให้ทำโกรธกันแล้วเดินหนี

 

 

 

   มือหนาคว้าต้นแขน ออกแรงรั้งให้หันหน้าคุยกัน

 

 

 

   “ไม่พอใจข้าด้วยเรื่องอันใด?”  เทพสายฟ้าถาม

 

 

 

   “ข้ามิกล้าขุ่นเคืองราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอสการ์ด” 

 

 

 

   ทหารยามสองนายเดินผ่านมา พวกเขาชะงัก รู้สึกถึงบรรยากาศคุกรุ่น ธอร์โบกมือเป็นเชิงให้เลี่ยงไป แล้วหันมาจัดการกับคนที่เมินเขาในงานเลี้ยงอย่างไม่มีสาเหตุ

 

 

 

   “ประชดข้าแล้วเจ้าหายโกรธหรือ?” 

 

 

 

   “ได้ยินซักคำหรือว่าโกรธ?”

 

 

 

   “แล้วทำไมถึงหลบหน้า ข้าถามก็ไม่ตอบ พอสบตาก็เบนหนีราวรังเกียจ”

 

 

 

   ยังไม่รวมที่ไปนั่งหัวร่อต่อกระซิกกับบุรุษรูปงามที่เข้ามาเกี้ยวพาราสี เขารู้ว่าโลกิดูเจตนาอีกฝ่ายออก แต่แทนที่จะเลี่ยงกลับผสมโรงร่วมเล่นหยอกเย้ากันสนุกสนาน

 

 

 

   เขาเกือบจะคว่ำโต๊ะ รู้รึเปล่า

 

 

 

   โลกิตอบกลับมาว่า แขกค่ำคืนนี้เป็นมิตรที่ควรให้เกียรติ จึงไม่อาจปลีกตัวมาสนทนาหรือจ้องตากับเขาได้

 

 

 

   ธอร์หัวเราะพรืด ...คำโกหกพื้นๆ

 

 

 

   “แต่มีเวลาไปนั่งทำตาเยิ้มใส่ไอ้บ้านั่น”  เขาแค่นเสียง  “ถ้าข้าไม่เข้าไปขัดมันคงชวนเจ้าไปห้องนอน”

 

 

 

   ถึงตอนนี้...ไม่รู้แล้วว่าใครโกรธใคร

 

 

 

   โลกิคลี่ยิ้ม...ยิ้มยั่ว  “แล้วข้าก็จะตอบรับคำเชิญด้วยความเต็มใจ”

 

 

 

    เปรี้ยง!  สายฟ้าฟาดผ่า ท้องนภายามราตรีคำรามครืน กษัตริย์แห่งแดนนิรันดร์กำลังพิโรธ

 

 

 

   เคยบอกแล้วว่าโกรธได้ เกลียดได้ ตบตีได้ แต่อย่าใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือในการยั่วเขา

 

 

 

   รักมากก็หวงมาก

 

 

 

   “อย่าท้าทายข้าโลกิ”  เสียงทุ้มกดต่ำอันตราย

 

 

 

   หากร่างบางไม่หวั่นกับคำขู่ มองตอบดวงตาสีฟ้าที่จ้องเขม็งเหมือนจะให้ตายกันไปข้าง

 

 

 

   “ท่านต่างหากที่ท้าทายข้า ฝ่าบาท”  ทิ้งท้าย ก่อนสะบัดแขนอย่างแรงจนหลุดจากการกอบกุม ใช้ความคล่องตัวกว่าวิ่งหนีหายลับไปจากท้องพระโรง

 

 

 

.........................................

 

 

 

   งานเลี้ยงคืนนั้นพังไม่เป็นท่า...

 

 

 

   กษัตริย์แห่งแอสการ์ดเดินกลับเข้ามาด้วยหน้าตาถมึงทึง ธอร์ขบกรามแน่น เขาตามหาโลกิจนทั่ววังกลับไม่เจอแม้แต่เงา

 

 

 

   ไร้เวทมนต์และพลังแห่งเทพ หากไม่เคยจนตรอกด้วยเล่ห์เหลี่ยม

 

 

 

   พลันสายตาเหลือบไปเห็นบุรุษหนุ่มที่เป็นต้นเหตุความขุ่นเคืองใจ นั่งเคียงข้างสหาย เอ่ยถึงน้องชายเขาด้วยสายตากระหายอย่างไร้ยางอาย

 

 

 

   ที่เคยบอกว่าจะล้มโต๊ะ...ธอร์เลยได้ทำสมใจ

 

 

 

........................................

 

 

 

   ฟริกก้ามองบุตรคนเล็กที่หลบอยู่ในสวนนางมาหลายวันแล้วถอนหายใจ โลกิหนีธอร์มาตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง จนป่านนี้ยังไม่ออกไปพบหน้า ทั้งที่อีกคนกำลังจะขาดใจตาย

 

 

 

   “ทรมานพี่เจ้าเช่นนี้ด้วยเหตุอันใด”    ถามพลางลูบแพรผมสีดำขลับลื่นมือ ยาวเกือบถึงกลางหลัง ยิ่งขับให้งามกว่าสตรีนางใด

  

 

 

   คนถูกถามเม้มปาก ไม่อยากตอบ

 

 

 

   แต่กับฟริกก้า โลกิไม่เคยซ่อนความลับใดๆได้

 

 

 

   “เขาต่างหาก ทรมานข้าก่อน”

 

 

 

  “ธอร์ไม่เคยทำให้เจ้าต้องเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ”

 

 

 

   “เขาทำให้ข้า...เจ็บใจ มีหรือที่เห็นข้ายืนอยู่ต่อหน้ายังกล้าไปหยอดคำหวาน เอาอกเอาใจสตรีเหล่านั้น เขาไม่เห็นแก่ใจข้าสักนิด” 

 

 

 

   ถ้อยคำตัดพ้อพรั่งพรู ฟริกก้าระบายยิ้มเอ็นดู

 

 

 

   เรื่องศึกสงครามนั้นเด็ดขาดสมกับเป็นจอมทัพ หากเรื่องหัวใจกลับนั่งคิดเล็กคิดน้อยเหมือนเด็ก พอกันทั้งคู่

 

 

 

  “รู้หรือไม่ คืนนั้นธอร์อาละวาดเสียจนแขกเราวิ่งหนีเตลิดกันแทบไม่ทัน”  

  

 

 

   โลกิฟังคำมารดาแล้วตกใจ  “ธอร์งี่เง่านัก! ถ้าพวกนั้นไม่พอใจจนคิดตัดสัมพันธ์กับแอสการ์ดจะทำอย่างไร?!”

   

 

 

    “เจ้าควรถามเขาเอง”  นางผายมือไปด้านหลัง เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่โลกิหนีหน้ามาหลายวัน

 

 

 

   ฟริกก้าก้าวออกไป ปล่อยให้ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง

 

 

 

   “.......................”

 

 

 

   เงียบ

 

 

 

   โลกิปิดตำราในมือ ลุกขึ้นยืน

 

 

 

   “ห้ามหนีข้าไปไหน จนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง”  ธอร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

 

 

 

   “สั่งในฐานะกษัตริย์หรือ? เช่นนั้นข้าคงไม่อาจปฎิเสธ”  น้ำเสียงมึนตึง ได้ยินอีกคนถอนหายใจ อดคิดไม่ได้ว่าเพราะรำคาญกัน

 

 

 

   โลกิเมินเบือนหน้าหนี ไม่อยากมอง

 

 

 

   “ข้าไม่ได้สั่งในฐานะกษัตริย์ ข้าขอร้องในฐานะคนรักหรือเรียกง่ายๆว่าสามีเจ้าน่ะ”

 

 

 

   ธอร์บอกหน้าตาย กระตุกยิ้มเมื่อเห็นคนตัวบางกว่าแยกเขี้ยว

 

 

 

   “อย่ามาหยาบคาย”

  

 

 

   “ข้าเปล่า แค่พูดเรื่องจริงเท่านั้น”

 

 

 

   “.................”  เงียบ ไม่อยากเถียง เถียงไม่ออก

 

 

 

   ธอร์ก้าวเข้ามา สวมกอดคนที่ทำหน้าปั่นปึ่งจากด้านหลัง

 

 

 

   “ข้าได้ยินที่เจ้าคุยกับท่านแม่”  ลมหายใจร้อนๆเป่ารดต้นคอ

 

 

 

   จมูกคลอเคลียแถวไรผม สูดกลิ่นหอมที่เป็นของเขาคนเดียว

 

 

 

   “ข้าขอโทษ หากการตอบรับไมตรีของข้ากับพวกนางทำให้เจ้าขัดเคืองใจ”

 

 

 

   โลกินิ่ง บอกเป็นนัยว่าตนคอยฟังอยู่

 

 

 

   ธอร์บอกว่า เขาไม่ได้คิดจะนอนกับสตรีเหล่านั้น แต่ไม่อยากตัดบทจนเกิดการเสียน้ำใจ ถึงแม้เป็นกษัตริย์ แต่เขาชอบการมีคู่รักและคู่นอนเป็นคนคนเดียวกันมากกว่า

 

 

 

   “มีเจ้าคนเดียวก็เกินพอ แค่นี้กลางคืนข้าก็ไม่เป็นอันหลับนอนแล้ว”

 

 

 

   แก้มนวลร้อนผ่าว ดีที่ยืนซ้อนกันอยู่ธอร์เลยไม่เห็น

 

  

 

   โลกิวางทาบมือลงบนสองมือที่ประสานอยู่ตรงหน้าท้อง เมฆหมอกของความขุ่นเคืองค่อยๆเลือนหายไป

 

 

 

   “ข้าก็เช่นกัน มีเจ้าคนเดียวก็เหนื่อยใจจะตายอยู่แล้ว”  ธอร์หัวเราะกับคำสารภาพ

 

 

 

   “อย่าได้ไปเล่นหูเล่นตากับใครอีกล่ะโลกิ ข้าขี้เกียจฟังท่านพ่อบ่น”

 

 

 

   โลกิหัวเราะคิก หลังงานคืนนั้น ธอร์คงยืนฟังคำตำหนิของโอดินจนขาแข็ง

 

 

 

   เทพสายฟ้ากระชับอ้อมแขน  “สัญญากับข้าสิ”

 

 

 

   “ข้าสัญญา”

 

 

 

   “ดี...ถ้าผิดสัญญาล่ะก็ ข้าเอาตาย

  

 

 

 

   Fin.

      

 

 

 

..............................................

 

 

ห้วนเนอะ Laughing //ฟิคชักมาถี่ 

หึงๆหวงๆกันเข้าไป

ปล. สาวกคู่นี้+พี่ทอมกะคริส แอดมาได้นะคะ

     wincest_69@hotmail.com  เม้าท์มอยเด้อ Cool

  

[Fic The avengers] Part of You

posted on 28 May 2012 16:31 by mooker  in Fiction
 
 

 

   TiTle : Part of You

 

   Pairing : Thor/Loki

 

 

   Note : ฟิคนี้ได้แรงบันดาลใจจากฉากที่โลกิไปจิ้มลูกตาชายคนหนึ่งที่เยอรมัน จำไม่ได้ว่าเมืองอะไรเลยขอโมเมเอาเองนะคะว่ามันคือสตุ๊ดการ์ท มั่วตลอด Foot in mouth

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   - สตุ๊ดการ์ท ประเทศเยอรมนี -

 

 

 

 

 

   ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ภายในโรงแรมหรูคลาคล่ำไปด้วยฝูงคนชนชั้นสูง เสียงดนตรีคลาสสิคจากวงดนตรีขึ้นชื่อคลอดังไปกับเสียงพูดคุยของแขกในงาน อาหารพร้อมเครื่องดื่มเลิศรสถูกบรรจงเสิร์ฟตามแบบงานค็อกเทล ดูหรูหราหากก็ฟุ้งเฟ้อในคราวเดียว

 

 

 

 

 

   มนุษย์...สิ่งมีชีวิตที่ใช้เวลาได้อย่างไร้ค่า 

 

 

 

 

 

   โลกิคิดอย่างเย้ยหยัน หลังยืนมองเหล่ามดตัวกระจ้อยสำราญใจไปกับสิ่งปรนเปรอทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายวันตายพรุ่ง เชิดหน้าชูคออวดแสงวิบวับของเพชรน้ำงามซึ่งประดับอยู่บนคออย่างไม่รู้ว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า จะไม่เหลือแม้แต่เงาหัว

 

 

 

 

 

   นี่น่ะหรือ...โลกที่ท่านพิทักษ์  

 

 


 


   น่าสมเพชสิ้นดี!

 

 

 

 


   ร่างโปร่งบางในชุดสูทสีดำค่อยก้าวลงจากระเบียงชั้นสอง เยื้องย่างราวราชสีห์ที่กุมชีวิตหนูตัวจ้อยไว้ในอุ้งเล็บ ผ้าพันคอสีเขียวเช่นนัยน์ตาพริ้วไหวไปตามแรงก้าว มือข้างหนึ่งกุมคฑาซึ่งเป็นอาวุธคู่กายไว้อย่างหลวมๆ ด้วยไม่คิดว่าจะมีใครจู่โจมเข้ามากระทันหัน

 

 

 

 

 

   อีกแผนหนึ่ง...ที่กำลังสำเร็จไปด้วยดี

 

 

 

 

 

   หากไม่ติดว่า...ทันทีที่ปลายเท้าแตะฟลอร์ชั้นล่าง ท้องฟ้ามืดหม่นด้านนอกจะส่งเสียงคำรามครืน แสงโคมไฟระย้าดับพรึบ มองผ่านหน้าต่างไปเห็นสายฟ้าลั่นแปลบปลาบเป็นเส้นยาว

 

 

 

 

 

   กลิ่นดินกลิ่นฟ้าลอยมาแตะจมูก แม้มองไม่เห็นแต่มั่นใจว่าไม่อาจเป็นใครอื่น

 

 

 

 

 

   “หนีมางานเลี้ยงโดยไม่ชวนข้า ใจร้ายนัก”  เสียงทุ้มต่ำรื่นหูหากคนฟังกลับสะดุ้ง ดวงเนตรสีมรกตเบิกกว้างเมื่อแสงสว่างกลับมาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

   เป็นไปไม่ได้!

 

 

 

 

 

   เบื้องหน้าเขาคือบุรุษที่โลกิพร่ำบอกตนเองทุกค่ำคืนว่าเกลียดแสนเกลียด อดีตพี่ชายที่เหยียบเขาจนจมดินจนไม่มีแม้สักคนในแอสการ์ด จะเห็นว่าเขาเท่าเทียมและคู่ควรกับบัลลังก์ไม่น้อยไปกว่าบุตรคนโตแห่งโอดินที่ดีแต่ใช้โยเนียร์แทนสมอง

 

 

 

 

 

   ทว่าจะย้ำเตือนความชิงชังนั้นซักกี่พันกี่หมื่น หากเมื่อมาเห็นกายสูงใหญ่ที่บัดนี้สลัดชุดเกราะคุ้นตาออก แปรเปลี่ยนเป็นห่อหุ้มด้วยอาภรณ์เช่นมนุษย์โลก หัวใจดวงน้อยที่เคยคิดว่าด้านชาด้วยเลือดของชาวโยธันกลับกระตุกวูบ

 

 

 

 

 

   เสื้อเชิ๊ตสีขาวถูกปลดกระดุมจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำ สวมทับด้วยสูทสีเทาที่ติดกระดุมตรงกลางเพียงเม็ดเดียว กางเกงแสล็คสีเดียวกับเสื้อ เส้นผมสีทองถูกมัดรวบแบบลวกๆ ปอยผมที่ปรกหน้าก็ถูกมือหนาปัดไปด้านหลังแบบไม่ใส่ใจนัก

 

 

 

 

 

   ต่างกับเขาที่เป็นทางการทุกกระเบียดนิ้ว แต่ทำไม...

 

 

 

 

 

   ไม่ยุติธรรมเสียเลย...

 

 

 

 

 

   “ชอบในสิ่งที่เจ้าเห็นมั้ยล่ะ? น้องข้า”  แก้มนวลร้อนวูบเมื่อธอร์ฉีกยิ้มรู้ทัน โลกิรู้ตัวทีเดียวว่าเขากำลังจ้องมองอีกฝ่ายอย่างน่าละอาย

 

 

 

 

 

   คนตัวบางสะบัดหน้าไปทางอื่น  “ไม่คิดว่าจะเจอเจ้าที่นี่ ธอร์” 

 

 

 

 

 

   “แน่ล่ะ แผนการแยบยลเพียงนี้ ใครดักทางเจ้าได้คงต้องฉลาดน่าดู” 

 

 

 

 

 

   โลกิหันขวับกับถ้อยคำเยินยอตัวเองอย่างไร้ยางอาย เผลอมองค้อนคนพูดที่หัวเราะน้อยๆเมื่อเห็นเขาทำกิริยาเยี่ยงสตรี

 

 

 

 

 

   “เจ้าหยุดข้าไม่ได้หรอกธอร์”  เปลี่ยนเรื่องเมื่อตัวเองชักจะเริ่มแกว่ง

 

 

 

 

 

   แต่คำตอบของเทพสายฟ้ากลับสร้างความฉงนนัก “ข้าก็ไม่ได้มาเพื่อหยุดเจ้า...โลกิ ถึงวันนี้ข้าปราบเจ้าได้ก็ใช่ว่าเจ้าจะยอมรามือ ถึงคราวนี้ข้าจะเดาใจเจ้าถูกแต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้ง”

 

 

 

 

 

   แล้วมาทำไม...?

 

 

 

 

 

   ยังไม่ทันได้ถาม ร่างกำยำของผู้เป็นพี่ก็ขยับเข้ามาใกล้ โลกิสังเกตุเห็นว่าผู้คนรอบข้างเริ่มก้าวเดินมายังที่ว่างหน้าเวทีที่เริ่มบรรเลงดนตรี เสียงไวโอลินลากช้าอ้อยอิ่ง

 

 

 

 

 

   มือหยาบกร้านเอื้อมกุมมือเรียวแล้วยกขึ้นจรดริมฝีปาก ความร้อนจากกลีบปากหยักทำเอาคนถูกสัมผัสตัวสั่น

 

 

 

 

 

   “ได้โปรดให้เกียรติข้าสักเพลง My lady” สรรพนามที่เรียกขานนั้นโลกิทั้งโกรธทั้งอาย

 

 

 

 

 

   “ข้า...ข้าไม่ใช่ผู้หญิง!”  เกลียดเสียงสั่นๆของตัวเองนัก

 

 

 

 

 

   หากธอร์ไม่สนใจ ดวงตาสีฟ้าเข้มมองแก้วตาสีเขียวใสอย่างรอคอย ไม่ยอมปล่อยมือ ปากยังคลอเคลียกับหลังมือขาวอย่างใจเย็น ไม่สนใจหรอกไอ้แรงน้อยๆที่พยายามสะบัดมือออก

 

 

 

 

 

   “ธอร์! ปล่อยมือข้า! อย่ามาทำพิเรนทร์กับข้าแบบนี้!”

 

 

 

 

 

   “ใครว่าโลกิ ข้ากำลังแสดงความรักกับเจ้าต่างหาก”

 

 

 

 

 

   “คิดจะหยุดข้าด้วยวิธีเช่นนี้หรือ?! ไม่สำเร็จหรอกพี่ข้า”

 

 

 

 

 

   “แล้วต้องทำยังไง? ต้องให้ข้ามัดเจ้าไว้แล้วขืนใจใช่มั้ยถึงจะหยุดเจ้าได้”

 

 

 

 

 

   “เจ้า..! เจ้าคนป่าเถื่อน!”

 

 

 

 

 

   ธอร์ถอนหายใจ คนดื้อดึงจะผ่านไปสักเท่าไหร่ก็ยังดื้อไม่เปลี่ยน นุ่มนวลด้วยก็ไม่ยอมโอนอ่อน พอบังคับก็จะหาว่าดีแต่ใช้กำลัง

 

 

 

 

 

   ท้ายที่สุด...เมื่อแน่ใจแล้วว่าถ้ายังยืนอยู่ตรงนี้คงได้โต้เถียงกันแทนเต้นรำ แขนแกร่งจึงรวบเอวบางแล้วกึ่งเดินกึ่งอุ้มไปยังหน้าเวที รั้งร่างโปร่งที่กำลังฮึดฮัดให้แนบชิดจนแผ่นอกบดเบียด ธอร์จับสะโพกมนให้อยู่นิ่งๆเมื่อโลกิทำท่าจะถอยหนี สองมือแกร่งสอดประสานบนแผ่นหลังเล็กเหนือบั้นท้ายเพียงนิดเดียว เรียกสายตาดุๆที่หรี่ลงจนคมกริบ ราวกับจะบาดหน้ายิ้มๆของธอร์ให้เป็นริ้ว

 

 

 

 

 

   “อย่าแม้แต่จะคิด”  เปล่งเสียงลอดไรฟัน มือสองข้างยกขึ้นยันอกพี่ชาย หากเพราะช่องว่างที่แทบไม่เหลือระหว่างทั้งคู่ทำให้ต้องเลื่อนไปวางบนไหล่กว้างแทน

 

 

 

 

 

   ทั้งสองขยับกายน้อยๆไปตามเสียงเพลง โลกิแม้ไม่เต็มใจหากอ้อมแขนอบอุ่นก็บังคับให้เขาต้องเคลื่อนไหวไปตามเสียงดนตรีจนได้

 

 

 

 

 

   “มิกล้า...”  โน้มใบหน้าลงจูบหน้าผากเบาๆ  “พี่คิดถึงเจ้านะโลกิ รู้รึเปล่าว่าพี่กับแม่ต้องอ้อนวอนท่านพ่อแค่ไหนเพื่อให้เขาส่งข้ามาที่นี่ มาหาเจ้า”

 

 

 

 

 

   โลกิรู้สึกมีก้อนแข็งๆจุกอยู่ในลำคอเมื่อนึกถึงบิดาที่ชุบเลี้ยงและหลอกลวงเขามาตั้งแต่เด็ก ร่างโปร่งบางซบหน้ากับไหล่ของธอร์ กระแสแห่งความอ่อนแอไหลผ่านกาย ฉุดรั้งเรี่ยวแรงออกไปเกือบครึ่ง

 

 

 

 

 

   “เขาไม่อยากให้เจ้ามาหาข้า ไม่อยากให้พี่เจอข้า” 

 

 

 

 

 

   “ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดโลกิ ไม่ใกล้เคียงเลยน้องข้า โอดินคิดว่าเจ้าไม่อยากกลับแอสการ์ด กลับบ้าน เขาคิดว่าเจ้าเกลียดเขาจนไม่อาจเหยียบผืนแผ่นดินที่เขาเป็นผู้ปกครอง โอดินคิดว่าเจ้าเกลียดเขา เกลียดเรา”

 

 

 

 

 

   น้ำคำของธอร์ไม่ต่างจากน้ำทิพย์เย็นชื่นชโลมใจ ยิ่งไออุ่นที่แผ่มาจากร่างสูงยิ่งทำให้เขาโหยหาแสงตะวันที่ฉาบไล้แอสการ์ด เมืองแห่งความเป็นนิรันดร์อีกครั้ง

 

 

 

 

 

   แม้เพียงอ้อมกอดจากคนคนนี้...จะไม่ต่างกับการได้กลับบ้านก็ตาม

 

 

 

 

 

   โลกิไม่เอ่ยคำใด ธอร์ก็เช่นกัน ทั้งสองปล่อยให้เสียงดนตรีชักนำการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดื่มด่ำไออุ่นกันและกัน

 


 

 

 

   เมื่อเสียงเพลงจบลง เป็นโลกิที่กล่าวขึ้นหลังหลุดจากภวังค์

 

 

 

 

 

   “ข้ามาไกลเกินหันหลังกลับ ธอร์ เจ้าหยุดข้าไม่ได้”  ย้ำเป็นครั้งที่สอง แม้ลึกๆแล้วยังไม่แน่ใจว่าถ้าอีกฝ่ายหยุดเขาไม่ได้ เขาเองจะเป็นฝ่ายหยุดเองเพื่ออีกคนหรือเปล่า

 

 

 

 

 

   “ข้ารู้โลกิ ข้าหยุดฝันอันตรายของเจ้าไม่ได้ แต่จำไว้น้องข้า สายฟ้าเช่นพี่จะตามติดเจ้าในทุกความฝัน ทุกเส้นทางอันตรายที่เจ้าก้าวเดิน...”  ธอร์ยิ้มอ่อนโยน ประทับจูบบนกลีบปากบางที่เผยอรับอย่างไม่ต้องออกแรงบังคับ จูบนั้นเนิ่นนาน

 

 

 

 

 

   ไม่ใช่จูบลา...หากเป็นเสมือนคำมั่น

 

 

 

 

 

   “ข้าจะเป็นดั่งเงา เป็นอีกครึ่งชีวิตอันเป็นนิรันดร์ของเจ้า...โลกิ”

 

 

 

 

 

 

 

   END.

 

 

 

 


.....................................................

 

 

 

วายไม่จบไม่สิ้นฟิคก็เลยมาเรื่อยๆ Wink

ขอบคุณคอมเม้นท์จากเรื่อง I can’t มากๆนะคะ //หมอบกราบ

ปกติแล้วไม่ค่อยอ่านฟิคดราม่า อ่านแล้วชอบอินเนอร์ เก็บไปคิดเรื่อยเปื่อย

ฟิคเลยออกมารั่วเป็นรูพรุนด้วยประการฉะนี้แล Foot in mouth

ปล. http://25.media.tumblr.com/tumblr_m4p9y4emr21qf1xlbo2_1280.jpg

พี่ธอร์ตอนไว้ผมยาวหล่อเหลามากค่ะ เตรียมตังค์ดูสโนไวท์ Wink

 

[Fic The Avengers] I can't

posted on 24 May 2012 17:55 by mooker  in Fiction

 

   Title : I can’t

 

   Pairing : Thor/Loki

 

   Note : ฟิครั่ว น้ำตานองมาเยอะเชิญพักมาอ่านอะไรเบาๆกันดีกว่านะคะ

 

 

 

 

 

 

   สำหรับสตีฟ โรเจอร์ส...โทนี่ สตาร์คเป็นฮีโร่...และเป็นตัวปัญหา

 

 

   ทุกชีวิตทั้งในและนอกพิภพต่างรู้ดี ความปากดีและดีกรีกวนโมโหของไอรอนแมนทำให้ใครต่อใครฉุนขาดมานักต่อนัก แม้แต่เทพเจ้าสายฟ้าผู้เป็นอมตะเยี่ยงธอร์ยังเส้นเอ็นกระตุกจนต้องเหวี่ยงค้อนใส่หน้ามาแล้วยามแรกพบ

 

 

   แต่ประเด็นคือหลังจากนั้น...ทั้งคู่ดูจะเข้าขากันได้ดี

 

 

   ดีจนกัปตันอเมริกานึกหวั่นใจ...

 

 

   “เป็นไงธอร์? ฉันบอกนายแล้วว่ามันเยี่ยมสุดๆไปเลย รสนุ่มลิ้นแถมลื่นคอ กลิ่นก็หอม สีสันก็ยั่วยวนใจ และที่สำคัญใครคอไม่แข็งน่ะคอพับคออ่อนไม่รู้ตัว เหมาะเอาไว้มอมดีนัก!”  โทนี่คุยโม้เมื่อเจ้าตัวเอาเหล้ารสเลิศที่บ่มไว้หลายสิบปีมาให้ธอร์ลองชิม

 

 

   หลังรู้ว่าเทพผมทองก็เป็นคอสุราเมรัยเหมือนตัวเอง

 

 

   สตีฟกรอกตา พวกขี้เมาทั้งคู่

 

 

   “ใช้ได้ทีเดียวสตาร์ค แปลกลิ้นแต่ไม่ขมปร่า แต่ถ้าหากเจ้าได้ลิ้มรสไวน์ของแอสการ์ดล่ะก็ เจ้าจะลืม...อะไรนะ?...เตกิล่า...วิสกี้...แล้วก็อะไรอีกมากมายที่เจ้าหอบหิ้วมาให้ข้าดื่มไปเลยล่ะ” 

 

 

   ธอร์พูดพลางหัวเราะเบาๆ มือยังไม่ยอมวางขวดเหล้าที่เทน้ำสีอำพันแบ่งใส่แก้วกับโทนี่คนละครึ่ง พวกเขานั่งเอกเขนกอยู่ในห้องประชุมของหน่วยชิลด์ ในฐานะดิ อเวนเจอร์ ฮีโร่ผู้ปกป้องโลกจากภัยคุกคามทั้งหลายแหล่

 

 

   ใครมาเห็นคงหมดศรัทธา...

 

 

   “คุณไม่ควรดื่มมากนะธอร์ ระวังจะเอาโลกิไม่อยู่ล่ะ”  เป็นนาตาชาที่โพล่งขึ้นราวกับอ่านใจสตีฟออก แต่ดูจะเป็นถ้อยคำล้อเลียนมากกว่าตักเตือน

 

 

    หมายความว่ายังไง...?

 

 

    เทพสายฟ้าตอบยิ้มๆ  “ข้ารู้ขีดจำกัดของตัวเองดีเลดี้นาตาชา ขอบคุณมาก อีกอย่างโลกิก็ถูกคุมขังอยู่ในห้องของข้าที่แอสการ์ด ถูกริบอำนาจเทพทั้งยัง...”

 

 

   “เดี๋ยวๆๆ...”  สตีฟขัดขึ้น  “เมื่อกี้คุณว่าโลกิถูกขังอยู่ในห้องคุณเหรอธอร์?”

 

 

   หวังว่าจะฟังผิด แต่คนถูกถามกลับพยักหน้า “ใช่...ข้าขังโลกิไว้ในห้องนอน ทำไมหรือ?”

 

 

   ราวสายฟ้าฟาดเปรี้ยงเข้าแสกหน้า ร่างสูงของกัปตันผู้เคยนอนแข็งเป็นไอศกรีมแท่งมาเจ็ดสิบปีลุกพรวดขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาเข้มขึ้นอย่างจริงจัง

 

 

   “โลกิถล่มแมนฮัตตันจนราบ เป็นอาชญากร แต่คุณกลับขังเขาไว้ในห้องนอนแทนที่จะเป็นคุก?! ธอร์...นั่นมันอันตรายแล้วก็ไร้เหตุผลมากรู้รึเปล่า!!”

 

 

   สิ้นเสียง ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ...

 

 

   ก่อนโทนี่จะแหกปากหัวเราะดังลั่น

 

 

   สตีฟตวัดสายตาไปมอง มีอะไรน่าขำ?

 

 

   “ฉันพูดอะไรที่มันน่าหัวเราะรึไงสตาร์ค”  ถามเสียงเข้ม

 

 

   โทนี่หยุดหัวเราะแล้วมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา แสร้งทำตาโต ห่อปากเป็นรูปตัวโอเหมือนตกใจอะไรบางอย่าง


 

   “นี่นายไม่รู้จริงๆเหรอแคป?! ให้ตายสิ!”  มิสเตอร์สตาร์คตบเข่าฉาด

 

 

   สตีฟขมวดคิ้ว รู้อะไร...?

 

 

   “ฉันรู้แค่ว่าโลกิเป็นตัวอันตราย และคุกเท่านั้นที่จะสามารถคุมขังเทพนั่นได้...”  เบนสายตามาหาธอร์  “คิดอะไรอยู่ธอร์ ผมรู้ว่าโลกิคือน้อง คือครอบครัว แต่คนทำผิดต้องได้รับโทษ และผมไม่คิดว่าโทษของโลกิจะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เขาต้องถูกล่ามโซ่ตรวน อยู่ในลูกกรงที่ไม่อาจเห็นแสงตะวัน โลกิต้องได้รับการปฎิบัติเยี่ยงนักโทษ ไม่ใช่เจ้าชายแห่งแอสการ์ด”

 

 

   สตีฟพูดอย่างมีเหตุผล เขาคิดไว้แล้วธอร์คงทำใจลงทัณฑ์น้องบุญธรรมคนนี้ด้วยวิธีร้ายแรงไม่ได้ แต่ให้มาอยู่ในห้องนอนนี่มัน...เกินไป

 

 

   เขาเห็นเทพผมทองถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยประโยคที่กัปตันอเมริกาผู้เกรียงไกรต้องล้มทั้งยืน

 

 

   ข้ารู้...แต่ข้าทำอย่างนั้นกับเมียตัวเองไม่ได้

 


   ราวถูกยันเข้ากลางหน้าผาก ปากอ้าค้างแบบหุบไม่ลง ดีที่ลุกออกมาไม่ไกลจากเก้าอี้นัก ร่างสูงของมิสเตอร์โรเจอร์สเลยค่อยๆทิ้งแหมะลงนั่งด้วยไม่อาจยืนอยู่ เหมือนขาสองข้างไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาดื้อๆ

 

 

   “ว่า...ว่าไงนะ...เมีย...?”  แม้แต่คำพูดก็ยังเรียบเรียงไม่ค่อยถูก

 

 

   โทนี่ยื่นหน้าเข้ามาแล้วส่ายหัวน้อยๆ เหมือนระอาใจเต็มประดา  “นายนี่มันอินโนเซนต์จริงๆนะแคป ฉันรู้ว่านายยังเวอร์จิ้นแต่ไม่นึกว่าจะซื่อถึงขนาดดูไม่ออก นายรู้มั้ยว่าทำไมตอนที่ธอร์มาฉุดโลกิจากเครื่องบินแล้วโอบกันไปที่หุบเขา แล้วฉันตามไปก่อนจะวางมวยกันน่ะ นายรู้มั้ยว่าทำไมธอร์ต้องเขวี้ยงไอ้ค้อนบ้านั่นใส่หน้าฉัน?”

 

 

   สตีฟส่ายหน้าเบาๆ เวลานี้เขาไม่อาจเปล่งเสียงใดๆได้

 

 

   “พระเจ้า! เพราะฉันเข้าไปขัดความสุขน่ะสิ”  หันมาทางธอร์  “คิดจะปล้ำให้หายซ่าส์แล้วค่อยพากลับไปง้อที่สวรรค์ เจ๋งสุดๆ แต่ฉันก็ผิดเองธอร์...ที่บินไปไม่ดูตาม้าตาเรือ ขออภัย แม้หัวแทบยุบก็ตาม”

 

 

   โทนี่ตบไหล่กว้างของอีกคนดังปุๆ มืออีกข้างยกขึ้นเป็นเชิงขอโทษพลางทำหน้าสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง ก่อนหยิบขวดเหล้ายัดใส่มือธอร์ที่โบกมือน้อยๆเป็นเชิงไม่ถือสา

 

 

   “นี่คือของกำนัลปลอบใจจากที่นายพลาดในครั้งนั้น แค่แก้วเดียวเสร็จมานักต่อนัก รายไหนรายนั้น รับรองโลกินอนครางเสียงแหบแห้งยันเช้า ได้โปรดรับไว้แทนคำขอโทษด้วย”

 

 

   สตีฟรู้สึกเหมือนโลกจะแตก ธอร์หัวเราะชอบใจพลางรับ‘ของกำนัล’จากโทนี่ ก่อนทั้งคู่จะสนทนากันในเรื่องที่ทำให้เขาอยากเป็นลม

 

 

   “หรือเทพนั่นจะงอน? อาจจะไม่พอใจที่นายหนีลงมาคนเดียวก็ได้”

 

 

   “ข้าว่าไม่..โลกิท่องเที่ยวมาหลายอาณาจักร แค่ข้าลงมามิดการ์ดคงไม่ทำให้เขานึกน้อยใจ”

 

 

   “อืม...แล้วนายบอกรึเปล่าว่าลงมาทำอะไร เที่ยว? ปาร์ตี้?”

 

 

   “ฮึ...ข้าบอกแค่ว่าลงมาหาคนรู้จัก ลงมาหาสหาย”

 

 

   “...............”

 

 

   “...............”

 

 

   “อ้า...บิงโก! รู้มั้ยธอร์ สหายน่ะมันตีได้หลายความหมายนะจะบอกให้”

 

 

   “หมายความยังไง? สหายข้าก็มีแต่พวกเจ้า”

 

 

   “นึกให้ดีท่านเทพสายฟ้า สหายมันก็มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เพื่อนนอน

 

 

   “....เจ้าหมายถึงเจน? แต่ข้าไม่ได้นอนกับนาง!”

 

 

   “ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ไม่สำคัญหรอก ประเด็นคือเมียนายกำลังหึง

 

 

   “....!!!!”

 

 

 

 

..................................................

 

 

 

   ณ แอสการ์ด

 

 

   ธอร์รีบสาวเท้าไปยังห้องนอนทันที่ที่เหยียบบ้านเกิด มือหนาผลักประตูบานใหญ่ออกก่อนจะลดความว้าวุ่นในใจลง ค่อยๆเดินไปยังเตียงนอน ดวงเนตรสีฟ้ามองเห็นร่างโปร่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่โดยทำเป็นไม่สนใจการมาของเขา

 

 

   “โลกิ”  เอ่ยเสียงนุ่ม ทิ้งตัวลงข้างอีกคนบนเตียงใหญ่

 

 

   คนถูกรบกวนนิ่วหน้าเล็กน้อย หากตายังไม่ละจากหน้าหนังสือ

 

 

   “กลิ่นเหล้าหึ่งมาขนาดนี้ คงสังสรรค์กับสหายหนักสินะ”  ถ้อยคำประชดประชันที่ได้ยินทุกครั้งหลังกลับจากมิดการ์ด มันเคยทำให้ธอร์นึกสงสัย หากบัดนี้เขากระจ่างแจ้งแล้วว่าเพราะเหตุใดโลกิถึงได้มีกิริยาเช่นนี้

 

 

   ธอร์ฉีกยิ้มกว้าง นึกเอ็นดูเด็กดื้อคนนี้นัก

 

 

   น่าเอ็นดู...แล้วก็น่าแกล้ง

 

 

   “ใช่...นานๆจะพบกันทีก็ต้องดื่มบ้างเป็นธรรมดา อีกอย่างข้ากับสหายผู้นี้ก็ถูกคอกันนัก อัธยาศัยดี เก่งเรื่อง...อืม...วิทยาศาสตร์ น่าเสียดายที่พามาที่แอสการ์ดไม่ได้” 

 

 

   ปึง!

 

 

   หนังสือที่ทำเป็นตั้งใจอ่านเมื่อครู่ถูกกระแทกปิดอย่างแรง

 

 

   “ถ้าพามาไม่ได้ ก็ไปอยู่ด้วยกันที่โลกมนุษย์เสียสิ”  ทำเสียงแข็ง แต่ปลายเสียงกลับสั่น ธอร์ลอบยิ้มกับอาการปากไม่ตรงกับใจของคนดื้อ

 

 

   “โลกิ เจ้าก็รู้ว่าข้าทำไม่ได้...”  ราชาแห่งแอสการ์ดเอ่ยเสียงอ่อน

 

 

   มือหยาบซึ่งผ่านการหยิบจับอาวุธมามากมายเอื้อมไล้ไปตามต้นแขนเรียว ไล่เรื่อยลงมายังหน้าท้อง หยุดบีบคลึงเบาๆที่สะโพกมน ธอร์กดจูบหนักๆที่ซอกคอขาว

 


   “ถ้าข้าไป ใครจะปกครองแอสการ์ด ถ้าข้าไป ใครจะดูแลเจ้าไม่ให้ไปเกเรที่ไหนอีก”

 

 

   “ข้าไม่ใช่เด็กที่ต้องมีคนคอยตามทุกฝีก้าว แต่ข้าเป็นนักโทษที่ไม่เหลือพลังอำนาจอะไร ปล่อยให้อยู่ในที่คุมขังเพียงลำพังคงไม่ส่งผลร้ายแก่ใคร เพราะฉะนั้น...เจ้าอยากไปก็ไป”

 

 

   ปากแข็งจริงนะ...

 

 

   “อยากให้ข้าไปหรือ? ไม่คิดบ้างหรือไงถ้าข้าไปเจ้าจะนอนกับใคร”  มือเรียวฟาดเข้าที่ต้นขาพี่ชาย โทษฐานพูดจาสองแง่สองง่าม

 

 

   “ข้าจะนอนกับใครมันก็เรื่องของข้า ฝ่าบาท”  โลกิบอกเสียงขุ่น ไรหนวดของอีกคนทิ่มตำช่วงคอและหัวไหล่จนเป็นรอยแดง อยากจะผลักไสหากพละกำลังอันน้อยนิดคงไม่ทำให้ธอร์สะดุ้งสะเทือน

 

 

   “หืม? งั้นถ้าข้านอนกับคนอื่นเจ้าก็ไม่สนใช่มั้ย?”  ธอร์หยั่งเชิง ก่อนจะรีบยกมือขึ้นจับข้อมือบางที่ง้างขึ้นเตรียมฟาดสันหนังสือใส่ศีรษะไว้ได้ทันควัน

 

 

   ดวงเนตรสีเขียวที่จ้องสบมาบอกเป็นนัยว่า ลองดูสิ ..ตาย

 

  

   ร่างสูงกว่าหัวเราะเสียงต่ำอันตราย พลิกข้อมือข้างที่พยายามประทุษร้ายจนหนังสือร่วงหล่นพื้น เขารวบคนตัวบางแต่ฤทธิ์เยอะมาไว้บนตัก

 

 

   “ปล่อยข้า”


 

   “ไม่...เจ้ารู้มั้ยโลกิ แม้ปากเจ้าพร่ำพรรณาซักกี่คำลวง หากดวงตาเจ้าไม่เคยปกปิดความในใจได้เลย ไม่แม้แต่ครั้งเดียว และตอนนี้ตาสวยๆของเจ้ากำลังบอกข้าว่า ถ้าข้าหนีเจ้าไปอยู่กับสหายผู้นี้ล่ะก็ ครานี้มิดการ์ดคงเหลือแต่ซาก”

 

 

   โลกิเม้มริมฝีปากแน่น ขัดเคืองที่ถูกรู้ทัน ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วครู่

 

 

   “เจ้ารักนาง”   คนเป็นน้องเอ่ยเสียงแผ่ว แม้ไม่เอ่ยชื่อธอร์ก็รู้ว่าโลกิหมายถึงใคร

 

 

   “ข้ารักเจ้า รักคนเดียว รักจนตาย”

 

 

   “หึ...ปากหวานเช่นนี้นางถึงได้ไม่เลิกหาทางมาหาเจ้า” 

 

 

   “แล้วเจ้ายังจะผลักไสข้าไปหานางอีกหรือ? โลกิ...ขาดข้าไปเจ้าอยู่ได้หรือไง? เพราะถ้าถามข้า ข้าบอกได้เลยว่าเทพสายฟ้าคนนี้คงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้า”  กล่าวเสียงหนักแน่นจนคนฟังสะท้านด้วยความตื้นตัน แม้เหตุการณ์มากมายที่ผ่านมาจะย้ำชัดอยู่แล้วโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยด้วยคำพูด

 

 

   แต่พอมาได้ยินจากปาก...

 

 

   “ข้าก็...ไม่อาจมีชีวิตอยู่...ถ้าไม่มีสายฟ้า...เช่นเจ้า” 

 

 

   ธอร์ทอดสายตามองคนพูดที่หน้าแดงตัวแดงอยู่ในอ้อมกอดอย่างรักใคร่ รอยยิ้มซุกซนปรากฎบนดวงหน้าหล่อเหลา

 

 

   “ข้ามีเรื่องจะสารภาพโลกิ”

 

 

   โลกิหรี่ตามอง เขาที่ขึ้นชื่อเรื่องคำโป้ปดบางครั้งยังต้องยอมรับว่าถ้าหากไอ้เทพตัวใหญ่นี่คิดจะโกหกอะไรใครขึ้นมา มันก็เนียนไม่แพ้กัน

 

 

   “ข้าไม่ได้พบเจนมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่ถูกเนรเทศ นางต้องการสานสัมพันธ์หากข้าปฎิเสธเพราะมีเจ้าอยู่ทั้งคน นางเป็นสหายที่ดี...แค่สหาย”

 

 

   โลกิเชิดหน้าขึ้น ...ให้จริงเถอะ

 

 

  “มันคือความจริง อย่าได้กังขาคำพูดข้าน้องรัก อ้อ...แล้วสหายที่ข้าลงไปพบปะมาก็คือเหล่าผู้พิทักษ์มิดการ์ด ส่วนคนที่ข้าบอกว่าถูกคอนั้น ก็คือบุรุษในชุดเกราะเหล็ก...โทนี่ สตาร์ค คนที่เจ้าเหวี่ยงทะลุกระจกลงมานั่นแหละโลกิ”

 

 

   “หึ...ข้าชังเจ้ามนุษย์คนนั้นนัก”

 

 

   “แต่ข้าว่าคงไม่เท่าเจ้ายักษ์ตัวเขียวที่...”

 

 

   “หุบปากซะธอร์!!”

 

     

 

   Fin.

    

 

...............................................

  

  

บอกแล้วค่ะมันรั่ว เป็นหลุมเป็นบ่อเลย Foot in mouth

ดูอเวนเจอร์มา แหม่...มันวายวอดเสียจริง Undecided